บทความจากนิตยสาร TIME ฉบับวันที่ 25 MARCH 2002
posted on 07 Oct 2007 19:38 by ladyminjee in AYUMI
"ดีมาก... สวย" ช่างภาพชูหัวแม่มือให้กับ อายูมิ ฮามาซากิ และทันทีที่ผู้ช่วยนำรองเท้าแตะขนสัตว์มาให้ เธอรีบสวมและตรงรี่มาที่จอมอนิเตอร์ ก้มลงมองดูภาพตัวเอง ที่ปรากฎบนจออย่างตั้งอกตั้งใจ ท่ามกลางเหล่าผู้ช่วยช่างภาพ, สไตลิสต์, ช่างแต่งหน้า รวมทั้งคนจากค่ายเพลง เข้ามายืนมุงรายล้อมอยู่ข้างหลังอย่างเงียบๆ
อายูมิ วันนี้ในชุดกิโมโนสีดำ สไตล์ล้ำยุคคลุมทับกางเกงยีนส์ปุปะ ใบหน้าถูกแต่งวาดสีสีน จนดูไม่ออกเหมือนกันว่า เหมือนเกอิชาหรือศิลปินร็อค Gene Simmons (แห่งวง Kiss) ซึ่งเธอต้องการสื่อความคิดที่ผสมกันอย่างละครึ่งอย่างแยกกันไม่ออก ระหว่างความเป็นจริงและจินตนาการ เธอทุ่มเทให้การทำงานอย่างสุดจิตใจ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
สำหรับการถ่ายภาพครั้งนี้ จะนำมาใช้เป็นซองบรรจุซีดีของอัลบั้มล่าสุด I Am...
รีมิกซ์ เวอร์ชั่น ที่มีเครื่องดนตรีอิเลคทรอนิกส์กับเครื่องดนตรีอคูสติคผสมกัน
หรือพวกที่แต่งกายบิดเบี้ยวไปตามกระแสวัฒนธรรมของคนต่างชาติ เป็นสิ่งที่คนมองเธอ
อายูมิ อยู่ในกองถ่ายมา 9 ชั่วโมงแล้ว เพื่อถ่ายทำปกอัลบั้ม 2 ชุด เธอและทีมงานนั่งรอเครื่องแต่งหน้าพิเศษที่สั่งตรงมาจากอเมริกาตลอดทั้งคืน แต่อายูมิก็ยังตาโพลง และสดใส แม้ว่าเธอจะต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ทดลองใช้เครื่องสำอางกับใบหน้าของผู้จัดการ และอีกหลายชั่วโมง ในการทำงานกับเครื่องแต่งกายที่รุ่มร่าม และดูอึดอัด ในขณะที่คนอื่นๆพากันขยี้ตาเพื่อให้หายง่วง
Ayumi Hamasaki (บรรดาแฟนๆเธอเรียกเธอสั้นๆว่า AYU) อายุ 23 ปี เป็นศิลปินที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของวงการเพลงป๊อบของญี่ปุ่น มียอดขายอัลบั้มสูงกว่าศิลปินคนอื่นๆมาสองปีแล้วในตลาดเพลง ที่ถือว่ามียอดขายมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก และจุดเด่นในเรื่องของแฟชั่นการแต่งกาย ที่นำเสนอรูปแบบใหม่ๆออกมา ภาพดวงตากลมโตสีดำที่จ้องมองมาจากภาพโฆษณาเพลงของเธอ ทำให้แฟนๆจดจำบทเพลงของเธอได้เป็นอย่างดี และพยายามที่จะเลียนแบบให้ดูเหมือนเธอด้วย
เจ้าของสินค้าจะยินดีปรีดาอย่างยิ่ง ถ้ามีโอกาสได้ลายเซ็น, ชื่อหรือภาพถ่ายของเธอมาใช้ในการโฆษณา ซึ่งมีตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงขนมโดนัทชิ้นเล็กๆ
แม้ข่าวความสัมพันธ์อันล้มเหลวระหว่างเธอกับ Tomoya Nagase ซึ่งเป็นทั้งนักแสดงและนักร้องนำของวง Tokio ก็ถูกตีพิมพ์เป็นข่าว นำมาขายติดต่อกันได้เป็นเวลาหลายวัน
ถึงแม้ Ayumi จะเป็นดาวรุ่งพุ่งฟ้า โดยอาศัยความฉลาดของทีมงานการตลาด คล้ายกับศิลปินเงินล้านคนก่อนๆ เช่น Seiko Matsuda, Akina Nakamori, และ Namie Amuro แต่ Ayumi เป็นราชินีเพลงป๊อบที่น้อยคนจะมีศักยภาพเช่นเธอ Ayu จะขอมีส่วนในการตัดสินใจ ทั้งในเรื่องคอนเสิร์ต ตลอดจนการแต่งหน้าของรูปในภาพโปสเตอร์
สำหรับแฟนๆ เรื่องราวการต่อสู้ของเธอที่กว่าจะยืนหยัดที่ตำแหน่งจุดสูงสุดนี้ ยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เธอมีค่ายิ่งกว่าความเป็นดารา
สำหรับบริษัทค่ายเพลง Avex แล้ว Ayu เป็นทั้งสิ่งที่มีค่าที่สุดและสิ่งที่เสี่ยงอันตรายที่สุดก็ว่าได้ จากการฝากความหวังทั้งหมดไว้กับคนๆเดียว ความเสี่ยงในเรื่องที่ว่านี้มีความเป็นไปได้สูงมาก แม้กระทั่งผู้บริหารระดับสูงก็ยังปฏิเสธที่จะออกความเห็นในเรื่องนี้ โดยเฉพาะความหวั่นใจที่ต่อไปวันข้างหน้า บริษัทอาจจะต้องฝากไว้กับเธอ
ในขณะที่วงการอุตสาหกรรมเพลงของญี่ปุ่นกำลังเริ่มอึดอัดกับการต่อสู่ในตลาดมูลค่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ Ayumi กลับประสบความสำเร็จอย่างสูงแม้ในตลาดต่างประทศ ขณะที่นักร้องวัยรุ่นญี่ปุ่นคนอื่นกำลังหาหนทางที่จะเจาะกลุ่มแฟนๆในเอเชีย แต่ซูเปอร์สตาร์อย่าง Ayumi ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น ยอดขายของเธอเมื่อปีที่แล้วสูงถึง 189 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
Ayumi จะออกเพลงใหม่ในทุกๆ 2 เดือน และแต่ละชุดจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป อัลบั้ม LOVEppears เป็นแผ่นที่ทำปกออกมาเป็นสองแบบ โดยแบบหนึ่งเธอจะถูกแปลงให้เป็นชาวตะวันตก และแบบที่สองเธอแต่งโฉมเป็นคนผิวดำ ฉะนั้นบรรดาแฟนๆก็เลยต้องซื้อเก็บไว้ทั้งสองชุด
Leslie Kee ช่างภาพชาวสิงคโปร์ที่โด่งดัง ซึ่งเป็นผู้ถ่ายปกให้ Ayu สำหรับ 3 อัลบั้มที่ผ่านมา กล่าวชื่นชมว่า ไม่เคยพบใครที่เป็นแบบ Ayu เลยเนื่องจากว่า Ayu จะดูแลกำกับในรายละเอียดทุกอย่างที่เกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตัวเธอ
"เธอรู้ว่าเธอชอบอะไร ต้องการอะไร เกลียดอะไร และละเอียดมากๆ เมื่อปีที่แล้ว เธอจุดประกายโดยการสวมแว่นกันแดดอันใหญ่ๆ แต่งชุดพรางลายทหาร ห้อยหางจิ้งจอกจากห่วงเข็มขัด แล้วก็กวาดรางวัลจากการจัดงานของกลุ่มสมาคมอุตสาหกรรมแฟชั่น เช่น ผู้หญิงที่ใส่ยีนส์ดีที่สุด (Best Jeanist) และ ราชินีแห่งบุคลิก (Nail Queen)"
เจ้าของร้านบูติคในกรุงโตเกียวกล่าวรับรองว่า เข้ากล้าสต็อคแบบชุดที่เธอใส่ไว้ในร้าน เพราะเชื่อว่าจะขายได้ และถ้าคุณรู้ข่าวหรือแบบที่เธอจะใช้ในการถ่ายปกซีดี หรือในแมกกาซีนได้ ก่อนที่จะวางตลาด คุณอาจจะขายสิ่งที่คูณแอบนำมันออกมาได้ในตลาดมืดสูงถึง 10,000 เหรียญสหรัฐฯให้แก่นักออกแบบที่ต้องการจะรู้ล่วงหน้าสำหรับแนวแฟชั่นของเธอ
อิทธิพลต่อวงการเพลงป๊อปญี่ปุ่นของ Ayumi เป็นที่ดึงดูดใจของนักการตลาดที่ต้องการอิงชื่อเสียงของเธอ และเธอก็ยินดี ดังนั้นอัลบั้มทั้งหมดของเธอถึงทุกวันนี้ (ยกเว้นสองซิงเกิ้ล) จึงได้รับการสนับสนุนจากบริษัทการค้า หรือไม่ก็รายการทีวี ปัจจุบันเธอมีสัญญากับเจ้าของสินค้า 6 บริษัท นับตั้งแต่กล้องถ่ายรูปดิจิตอลพานาโซนิค จนถึงเครื่องดื่มสำหรับนักกีฬา และเมื่อปรากฎโฉมในการโฆษณาให้กับบริษัทเครื่องสำอาง Kose ยอดขายมาสคาร่าของบริษัทนี้ ก็พุ่งขึ้นจากอันดับ 4 เป็นอันดับ 2 ภายในเวลาแค่ 2 เดือน และลิปกลอสรุ่นใหม่สามารถขายได้ถึง 500,000 แท่ง หลังจากที่วางตลาดเพียง 2 วันเท่านั้น
จริงๆแล้ว ไม่ใช่เฉพาะการแต่งตัวเท่านั้น ที่ผลักดันนักร้องเพลงป๊อปอย่างเธอขึ้นมายืนเป็นดาราที่ได้รับความนิยมจนถึงจุดนี้ แม้กระทั่งแฟนๆเองก็ตอบไม่ได้ว่า อะไรในตัวของเธอที่เป็นแรงบันดาลใจให้วัยรุ่นเอาเป็นแบบอย่าง
ในฐานะนักร้อง ความบกพร่องของเธอกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ารักสำหรับกลุ่มแฟนเพลงซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยเรียน
นักเขียนบททีวีของญี่ปุ่น Arisa Kaneko ยังกล่าวถึงเสียงที่แหลมของเธอว่า แม้บางครั้งจะฟังกวนประสาท แต่กลับทำให้เธอดูเหมือนยังเป็นคนธรรมดาอยู่ และรู้ว่าเป็นเสียงที่เปล่งออกมาจากหัวใจจริงๆ
ทั้งที่บุคลิคของเธอดูเหมือนเด็กๆ แต่จริงๆแล้ว Ayu ไม่เคยใช้ชีวิตวัยเด็กอย่างแท้จริงเลย เธอเกิดใน Fukuoka ทางตอนใต้ของเกาะคิวชู พ่อของเธอจากไปในขณะที่เธอเพิ่งเริ่มเดินได้เตาะแตะ เธอบอกว่า เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อตายไปแล้ว หรือยังมีชีวิตอยู่ เธออยู่กับยายและแม่ โดยที่แม่เลี้ยงเธอมาตามลำพังผู้เดียว แล้วก็เริ่มเดินแบบในถิ่นที่เธออยู่ เมื่ออายุได้ 7 ขวบ เพื่อหาเงินมาช่วยครอบครัว เป็นวัยเด็กที่ดูเหมือนไม่ธรรมดาและเงียบเหงาราวกับครอบครัวของผู้ประสบภัยนิวเคลียร์ แต่เธอไม่เคยรู้สึกว่าขาดอะไรในชีวิต เพราะแม่เป็นคนที่เข้มแข็งมาก
"ฉันไม่เคยรู้จักความเหงาปล่าวเปลี่ยว ตราบจนกระทั่งฉันย้ายมาที่โตเกียว"
เธอมาโตเกียวขณะอายุได้ 14 ปี ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเดินบนถนนของนักแสดงและนางแบบ ภาพจากนิตยสารเก่าๆเล่มหนึ่ง จะมีภาพเด็กสาวหน้าใหม่กำลังยิ้มหวานในชุดว่ายน้ำ และชุดที่ดูเรียบร้อย ซึ่งเสื้อผ้าเหล่านี้ ไม่เคยมีในตู้เสื้อผ้าของเธอมาก่อนเลย หลังจากที่มีส่วนเล็กๆน้อยๆในหนังที่ลงทุนไม่สูงนักประมาณ 5 เรื่อง กับบทเล็กน้อยในละครทีวี ก็เริ่มเบื่อหน่ายกับบทอันน้อยนิดที่ได้รับในการแสดง และมองไม่เห็นอนาคตของการก้าวสู่การเป็นนางแบบ
เธอลาออกมาจากโรงเรียนตอนเรียนเกรด 10 และอยู่ในสังกัดของเอเยนซี Ayumi ใช้เวลาว่างในช่วงกลางวัน หมดไปกับการเดินช้อปปิ้งในบูติกย่านชิบุย่า และใช้ชีวิตกลางคืนด้วยการเต้นรำตามไนท์คลับใหญ่ๆอย่าง Velfarre ย่านร็อปปองงิ (Roppongi)
จุดผลิกผันของชีวิตที่ทำให้เธอเปลี่ยนมาเป็นทุกวันนี้ มาจากคืนหนึ่งที่เพื่อนของเธอที่ทำงานในไนท์คลับของค่าย Avex ชวนเธอออกไปเที่ยวคาราโอเกะ โดยเพื่อนก็ได้ชวน Masato Matsuura หรือ Max ผู้ซึ่งแนะนำตัวว่าเขาเป็นโปรดิวเซอร์ไปด้วย
"ฉันไม่เคยรู้จัก Avex มาก่อน"เธอระลึกถึงเวลานั้นแล้วก็หัวเราะ
"เค้าถามฉันว่าสนใจจะเป็นนักร้องมั้ย ซึ่งฉันตอบว่า ไม่มีทาง...เค้าเหมือนคนแก่ๆ และฉันรู้สึกว่าฟังดูแหม่งๆยังไงชอบกล"
แต่ในที่สุดจากการตื้อของ Masato เป็นเวลาแรมปี เธอก็ใจอ่อนต่อข้อเสนอของเขาที่ว่า อย่างน้อยเธอก็ได้ฝึกการใช้เสียง และเหตุผลอย่างเดียวของเธอตอนนั้นก็คือ
"ฉันไม่รู้จะทำอะไร"
แต่ชั้นเรียนก็เป็นสิ่งที่น่าเบื่อ และครูก็เข้มงวด
"ฉันเหมือนกับถูกกลับเข้าไปอยู่ในโรงเรียนอีกครั้ง แล้วฉันน่ะ...ถ้าที่ไหนมีกฎระเบียบ ก็ช่วยไม่ได้ที่ฉันจะต้องแหกคอกออกไป"
ในที่สุด เธอก็สารภาพกับ Max ว่าเธอไม่ได้เข้าเรียน แต่แทนที่เขาจะเลิกใส่ใจ เขากลับส่งเธอไปนิวยอร์คเพื่อการฝึกฝนอย่างแท้จริง
"ฉันคิดว่าเค้าล้อเล่นด้วยซ้ำ ฉันหมายถึง...ฉันอายุแค่ 17 เท่านั้นเอง"
เธอไปอย่างไม่เต็มอกเต็มใจนัก และต้องอาศัยอยู่ในโรงแรมใจกลางเมืองเป็นเวลา 3 เดือน แล้วเรียนการร้องเพลงในที่ซึ่งห่างจากที่พักออกไปประมาณ 2-3 ช่วงตึก
นิวยอร์คเป็นที่ทำให้เธอรู้สึกอยู่อย่างสบายๆ ไม่มีกฎระเบียบใดมาผูกมัด และเมื่อกลับมาญี่ปุ่น Max ก็ได้ให้โอกาสเธออีกอย่าง
จากระยะเวลากว่าปีที่ Ayumi พูดคุยโต้ตอบกันทางจดหมายกับ Max ซึ่ง Ayu มักจะตอบกลับด้วยประโยคเจ็บๆกลับไป ซึ่งเมื่อ Max อ่านมันและปรารภว่าทำไมเธอไม่ลองแต่งเพลงดู
ความคิดที่ว่าเธอสามารถที่จะอธิบายตัวเอง ผ่านทางบทเพลง ได้กระตุ้นให้ค้นพบทางเดินชีวิตใหม่
"บางครั้งฉันก็เป็นคนที่ช่างประจบเอาใจ แต่ในบางครั้งก็ร้ายน่าดู แต่ก็ไม่ต้องการให้ใครมาบังคับให้ทำในสิ่งที่ฉันไม่อยากทำ หลายๆคนชอบมาจับหัวฉันเขย่าแล้วก็บอกว่า ฉันไม่น่ารักเลย ที่ทำให้ senmu อารมณ์เสีย แต่เมื่อไหร่ที่เขาชม ฉันรู้สึกว่าฉันชนะแล้ว และเขาเป็นคนเดียวที่สร้างและฉุดฉันขึ้นมา"
เธอพูดถึง Matsuura ที่ใน Avex มักเรียกเค้าว่า senmu ซึ่งหมายถึงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ
ซิงเกิ้ล 2 เพลงจากชุดแรกของเธอในปี 1998 ขึ้นถึงอันดับที่ 20 ของชาร์ต และต่อมาอีก 4 เพลงติด 1 ใน 10 ของชาร์ต ต่อจากนั้นเพลง Love Destiny ก็ขึ้นสู่อันดับ 1 ในเดือนเมษายน 1999 และทุกๆเพลงของเธอจะอยู่ใน 3 อันดับต้นๆนับแต่นั้นมา
ความสำเร็จที่ได้รับ ทำให้เธอได้ทำในสิ่งที่มีความสุข ในงานเขียนของตัวเอง
"Hi, this is Ayu person on TV"
"คนอยากเห็นฉันเป็นอย่างที่พวกเค้าต้องการ และฉันก็เข้าใจว่า ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องสานฝันของผู้ชมให้เป็นอย่างนั้น ฉันยอมรับได้ เพราะตราบใดที่บทเพลงยังเป็นตัวตนของฉันอยู่ ก็ไม่มีใครที่จะแยกระหว่างเพลงกับตัวฉันออกจากกันได้"
อย่างไรก็ตาม ค่ายเพลง Avex ตระหนักดีถึงความสำคัญของ Ayu ต่ออนาคตของบริษัท แผ่นของเธอทำรายได้ถึงร้อยละ 42.6 ของรายได้ทั้งบริษัทและมีส่วนแบ่งในตลาดเพลงญีปุ่นประมาณร้อยละ 14.8
แต่ความมั่นใจที่ฝากไว้กับดาราเพียงคนเดียว ทำให้บริษัทอยู่ในฐานะค่อนข้างเปราะบาง ดังจะเห็นได้จากเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ Avex ร่วงลงทันทีที่ข่าวการเลื่อนออกอัลบั้มเพลงชุดล่าสุด ถูกเลื่อนไปจนกระทั่งเดือนมกราคม
"ตอนนี้ Ayu หมายถึง Avex , ถ้า Ayu ไม่อยู่ Avex ก็อยู่ไม่ได้"
Katsuya Taruishi หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ของ Oricon กล่าว
ความหวังสูงสุดของ Avex ในตลาดต่างประเทศ เป็นความหวังอันเดียวกันกับในญีปุ่น ซึ่งก็คือ Ayumi Hamsaki นั่นเอง ภาพถ่ายของเธอปรากฎอยู่ดาษดื่นตามแผง ตั้งแต่สิงคโปร์ไปจนถึงไต้หวัน เทปวิดีโอของเธอถูกนำไปฉายซ้ำแล้วซ้ำแล้วใน MTV เมื่อมีการจัดงานมอบรางวัล MTV Asia ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในเอเซียในเดือนกุมภาพันธ์ แฟนๆต่างเรียกร้องหา Ayu ถึงแม้ว่าจะมี MTV Japan เป็นหน่วยงานที่แยกออกไป มีการจัดรางวัลของตนเองต่างหาก แต่ทุกคนก็ประหลาดใจที่ Ayumi ตอบรับคำเชิญมาร่วมงาน
ทั้งนี้เพราะถึงแม้เธอจะโด่งดัง เธอก็ไม่เคยไปไหนในประเทศแถบย่านเอเซีย นอกจากญี่ปุ่นของเธอ
ฝ่ายต่างประเทศของบริษัทพูดถึงเรื่องนี้ว่า Avex เอง ก็เคยแนะนำเธอให้มองถึงตลาดต่างประเทศบ้าง โดยบอกว่าศิลปินหลายคนของญี่ปุ่น ต่างเริ่มมีเนื้อเพลงภาคภาษาอังกฤษ แต่เธอขอเลือกที่จะนำเสนอตัวเองเป็นภาษาญี่ปุ่นดีกว่า
เหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 กัยยายนของปีที่แล้ว ที่เครื่องบินพานิชย์ถูกจี้บังคับให้พุ่งชนตึกเวิร์ดเทรดในประเทศสหรัฐอเมริกา ภาพเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจนั้น ปรากฏบนจอโทรทัศน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความสูญเสียนั้นสร้างความสะเทือนใจให้กับ Ayu เป็นอย่างมาก ซึ่งสิ่งนี้มีผลกับผลงานที่เธอกำลังทำอยู่ โดยให้มีการรื้อกันใหม่ เพลงเริ่มต้นของอัลบั้มจะสื่อให้รับรู้ถึงความเหงาและความสับสนของเธอ I Am... บอกถึง ความเชื่อ ความศรัทธา และสันติภาพ
เธออธิบายให้เราฟังว่า
"ตอนแรกนะ ฉันกำลังค้นหาตัวเองในบทเพลงของฉัน เพื่อตัวเอง ฉันไม่ได้เผื่อใจไว้เพื่อผู้ฟังเลย ฉันเขียนเพลงเพื่อปกป้องตัวเอง"
อย่างไรก็ตาม ในเพลงที่ชื่อ A Song is Born แรงจูงใจในการประพันธ์ มาจากภาพเหตุการณ์ของวันที่ 11 กันยายน ซึ่งเธอแต่งไว้ดังนี้
Remember once again
How our earth should appear
And than try somehow not to forget
I know, I know no one wanted all of this.
ปกอัลบั้มที่ออกแบบไว้ และสัญลักษณ์ที่ใช้สื่อออกมานั้น เธออธิบายให้ฟังว่า
"ฉันรู้ว่าไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมนักที่จะแสดงออกถึงความฟุ่มเฟือย เครื่องประดับอันประณีต และเสื้อผ้าหรูๆ" เธอพูดถึงเรื่องนี้
"ฉันตระหนักดีในสิ่งที่พูดออกไป ในสิ่งที่ฉันทำ ว่าจะถูกมองอย่างไร ซึ่งอาจจะมีผลกระทบที่ใหญ่มาก"
เธอออกแบบโดยใช้รูปของตัวเองเป็นตัวแทนเทพธิดาแห่งสันติภาพองค์หนึ่ง กำลังยืนอยู่ในทะเลทราย ที่มีแต่เถาวัลย์ปกคลุม และมีนกพิราบสีขาวเกาะอยู่บนบ่า
I am... เป็นอัลบั้มที่แตกต่างจากอัลบั้มชุดก่อนๆ โดยเป็นครั้งแรกที่เธอแต่งทำนองภายใต้นามว่า Crea
"ปกติแล้ว ฉันมักทำอะไรตอนนาทีสุดท้ายเสมอ"
"มันเป็นเรื่องยาก ที่จะอธิบายให้นักแต่งเพลงเข้าใจว่า ฉันกำลังมองหาอะไร ฉันไม่ใช่มืออาชีพ ฉันยังขาดแม้กระทั่งความรู้พื้นฐานในเรื่องของการเขียนเพลง แต่ฉันพบว่า ถ้าฉันทำมันด้วยตัวเอง มันจะเร็วกว่า และสื่อออกมาได้ดีกว่า ว่าใจของฉันคิดอะไร"
เธออธิบายให้เราฟัง และผลลัพธ์ก็ออกมาดีอย่างน่าประหลาด
ณ เวทีคอนเสิร์ตที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คนกว่า 7,000 คน และอีกมากกว่า 150 ล้านคนที่คอยชมการถ่ายทอดข้ามทวีปทางโทรทัศน์ที่บ้าน เฝ้าชม Ayumi กำลังร้องเพลง Maria ในพิธีการมอบรางวัลของ MTV ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ Ayu แต่งชุดกิโมโนที่บ่งบอกถึงคุณลักษณะของคนญี่ปุ่น คือมีความรัก สันติสุขและอนาคต
สำหรับ MTV แล้ว โชว์ของ Ayu ถูกจัดให้อยู่ในระดับแนวหน้าเช่นเดียวกับดาราสากลอย่าง Mandy Moore และ Enrique Lglesias
Mishal Varma ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายการ ได้กล่าวว่า Ayu มีแฟนเพลงของเธอเป็นจำนวนมหาศาลทีเดียวในสิงคโปร์ เด็กๆชอบทุกสิ่งเกี่ยวกับเธอ และเธอเข้าไปนั่งในหัวใจของแฟนๆเหมือนกับที่ Madonna เคยทำ
เมื่อ Ayu เดินทางถึงสิคโปร์ เธอคาดไม่ถึงกับการต้อนรับของฝูงชนนับพันที่มาพยายามห้อมล้อมเธอทั้งที่สนามบินและโรงแรมที่พัก เธอและคณะผู้ติดตามต้องหาวิธีการที่จะหลบหลีกฝูงชนเหล่านั้น เพื่อไปรับประทานอาหารมื้อเย็นข้างนอก แต่อย่างไรก็ตาม เครือข่ายทางโทรศัพท์ของบรรดาแฟนๆ ก็สืบทราบถึงความเคลื่อนไหวของเธอตลอดเวลา และทันทีที่รถเบนซ์ของเธอจอดที่สนามบิน บรรดาแฟนเพลงที่เฝ้ารออยู่ก็พากันส่งเสียงกรี๊ด แสดงความชื่นชมและพยายามที่จะเข้ามาห้อมล้อม ทำให้การ์ดต้องช่วยกันโอบล้อมเธอไว้ เพื่อกันจากฝูงชนและพาไปยังห้องรับรองสำหรับแขกพิเศษ
เธอกล่าวว่า คาดไม่ถึงว่าจะได้การต้อนรับอย่างท่วมท้นขนาดนี้ ซึ่งทำให้เธอตระหนักได้ว่าชาวเอเชียให้การสนับสนุน และเธอตั้งใจที่จะกลับมาเยือนประเทศนี้อีก นอกจากนี้ เธอตัดสินใจจะเปลี่ยนสถานที่ถ่ายภาพให้กับนิตยสารเล่มหนึ่งที่กำหนดไว้ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยเปลี่ยนจากลอสแองเจลิสมาเป็นฮ่องกง
ซึ่งผู้จัดการส่วนตัวกล่าวว่า นั่นคือบุคลิกของเธอที่อาจจะเปลี่ยนใจได้จนถึงนาทีสุดท้าย ซึ่งจริงๆแล้ว ตามแผนงานที่วางไว้นั้น เอเชียอยู่ในแผนอนาคต
นักวิเคราะห์ทางด้านอุตสาหกรรมเพลงผู้หนึ่งคือ Taruishi กล่าวว่า นี่เป็นยุคของเธอที่ระดับความนิยมจากผู้คนมากมายมหาศาลที่มีต่อเธอนั้นยังไม่สิ้นสุด
และเมื่อถามถึงความฝันของเธอ
ฉันไม่มีความฝันหรอก จะบอกยังไงดีนะฉันว่าตอนนี้ฉันอยู่ในความฝันแล้วล่ะ
Credit : ขอบคุณ คุณ มาริอา Bloggang มา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ สำหรับบทความและรูปค่ะ
edit @ 12 Oct 2007 19:04:08 by **MinJeE~LoVE คยู๊ พ่อแมวน้อยของเจ๊**
#1 By ดลลี่ (161.246.1.35 /161.246.5.117) on 2007-10-08 17:25